Google Ads 101: 4 เทคนิคในการทำ Google Ads

Google Ads 101: 4 เทคนิคในการทำ Google Ads

เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจมองว่าการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อชนะคู่แข่งไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะทุกวันนี้ เรากำลังอยู่ในโลกดิจิทัลที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลาและมีการแข่งขันสูง เราจึงอยากนำเสนอแนวทางการยิงโฆษณาโดยใช้ Google Ads เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บคุณติดหน้าหนึ่งบน Google และเพิ่มจำนวนผู้ชมได้มากกว่าเท่าตัว

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทว่าในแต่ละวัน Google Ads ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วย สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของเว็บไซต์มาแล้วอย่างมากมาย ดังนั้น ในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณควรทำความเข้าใจกับ 4 เทคนิคในการทำ Google Ads เพื่อนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ของคุณ

4 เทคนิคในการทำ Google Ads

1. ปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ เพื่อกระตุ้นยอดขาย

หากฟังดูยากเกินไป เราขอเรียกเทคนิคนี้แบบง่ายๆว่า “เริ่มต้นจากผลลัพธ์” เพราะคุณควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยสิ่งแรกที่คุณควรทำคือ การย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ดึงดูดหรือกระตุ้นให้ลูกค้าของคุณเข้ามายังเว็บไซต์เป็นครั้งแรก
เทคนิคนี้จะเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่โดดเด่น พร้อมกับการเขียนคำโฆษณาให้ปัง และการปรับหน้าแรกเว็บไซต์ธุรกิจของคุณให้น่าสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น
ถึงตรงนี้ เราอยากให้คุณลองตั้งคำถามเพื่อหาว่า ลูกค้าของคุณคือใคร

  • เราขายสินค้าให้ใคร?
  • ความต้องการของลูกค้าคืออะไร?
  • ทำไมสินค้าของเราถึงดีกว่าคู่แข่ง?
  • ข้อเสนอหรือโปรโมชั่นอะไร ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการของเรา?

อาจจะเป็นเหมือนคำถามกว้างๆ แต่เราอยากให้คุณตอบคำถามเหล่านี้อย่างรอบคอบ เพื่อจะได้กำหนดคีย์เวิร์ดและกลุ่มคำ ให้เกิดประโยชน์แก่เว็บไซต์ของคุณมากที่สุด

นอกจากนี้ เราแนะนําให้คุณใช้ Google Analytics ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างแม่นยํา

เมื่อเข้ามายังหน้าแรกของ Google Analytics แล้ว คุณสามารถดูข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้ ผ่านทางส่วนแสดงผลหลักๆดังนี้

Google Analytics panels

Behavior Flow เป็นส่วนแสดงผลการเข้าชมเว็บไซต์ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งจะบอกให้คุณรู้ว่า เมื่อลูกค้าเข้ามายังหน้าแรกเว็บไซต์ของคุณแล้ว มีอีกกี่คนที่คลิกไปยังหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ของคุณ

Acquisitions Overview เป็นส่วนแสดงภาพรวมของวิธีการที่ลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ ว่าลูกค้าทั้งหมดใช้ช่องทางใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็น การเข้าแบบ Direct คือการที่ลูกค้าพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของคุณลงในช่อง URL โดยตรง, แบบ Organic Search คือการที่ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านการค้นหาตาม Search Engine ต่างๆ โดยไม่ได้คลิกผ่านทางโฆษณา (Paid Search), แบบ Referral คือการที่ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่มีการนำไปโพสต์ไว้ตามกระทู้หรือบอร์ดต่างๆ และสุดท้ายแบบ Social คือการที่ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่คุณนำไปโพสต์ไว้ใน Social Media ต่างๆ ทั้ง Facebook, Twitter หรือ Youtube

Goal Flow เป็นส่วนแสดงพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามายังหน้าแรกของเว็บไซต์ แล้วมีการเข้าไปยังหน้าสินค้าหรือบริการ และต่อเนื่องไปจนถึงหน้าสุดท้ายของการสั่งซื้อ ซึ่งในส่วนนี้จะแสดงตัวเลขให้เห็นทั้งหมด ตั้งแต่มีลูกค้าจำนวนกี่คนที่เข้ามาในหน้าแรก และมีกี่คนที่คลิกต่อไปยังหน้าสินค้าหรือบริการ และเหลืออยู่กี่คนที่เข้ามาสั่งซื้อจริง

2. หน้าแรกคือหัวใจสำคัญ

บางครั้งคุณทุ่มเทสร้างคีย์เวิร์ดและศึกษาคู่แข่งเป็นอย่างดี รวมถึงปรับโฆษณาเพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ยังบอกอีกด้วยว่า เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสในการขายสินค้าได้สูง แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์ของคุณกลับไม่มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า

เราอยากให้คุณย้อนกลับไปดูข้อมูลต่างๆใน Google Analytics อีกครั้ง สาเหตุอาจอยู่ที่ Bounce Rate ซึ่งจะแสดงให้คุณเห็นว่ามีลูกค้าจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้ามายังหน้าแรกของเว็บไซต์ แล้วไม่คลิกต่อหรือปิดเว็บทิ้ง นอกจากนี้ยังมี Session Duration ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงเปอร์เซ็นต์การใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของลูกค้า ถ้าผลลัพธ์จาก Google Analytics แสดงออกมาว่า เปอร์เซ็นต์ Bounce Rate สูง และ Session Duration ต่ำ แสดงว่าหน้าแรกของเว็บไซต์คุณยังดึงดูดลูกค้าได้ไม่ดีพอ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะดีแค่ไหน แต่หากหน้าแรกของเว็บไซต์ไม่สามารถทำให้ลูกค้าอยากคลิกเข้ามาใช้บริการ ทุกอย่างก็จบ ดังนั้น คุณควรออกแบบเว็บไซต์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยเฉพาะหน้าแรกที่เป็นเหมือนจุดขายของคุณ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาเกิดความรู้สึกอยากซื้อเมื่อเห็นสินค้าหรือบริการของคุณ

3. สร้างความเชื่อมโยง

คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า บรรดาคีย์เวิร์ดต่างๆ คำโฆษณา และหน้าแรกของเว็บไซต์ มีความเชื่อมโยงไปในแนวทางเดียวกัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นคะแนนที่ถูกบันทึกไว้ใน Quality Score ของ Google Ads ที่จะนับจำนวนการคลิกที่เกิดขึ้นในทุกๆช่องทาง โดยคะแนนในส่วนนี้จะทำให้คุณนำมาใช้เปรียบเทียบหรือวัดผลการโฆษณาในรูปแบบ pay-per-click (การจ่ายเงินเมื่อมีการคลิกลิงก์โฆษณา) ดังนั้น คุณควรวางแผนคีย์เวิร์ดให้สัมพันธ์กัน

Example Quality Score

ด้วยระบบชี้วัดของ Google หากคะแนน Quality Score เว็บไซต์ของคุณสูง นั่นหมายความว่า โฆษณาของคุณมีความเชื่อมโยงและน่าสนใจ ซึ่งการสร้างคีย์เวิร์ดที่ดี ควรอิงจากเนื้อหาที่อยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์
สมมติว่า Pronto ใช้ "ทำการตลาดออนไลน์" เป็นคีย์เวิร์ดหลัก ดังนั้น โฆษณาต่างๆของเราต้องประกอบด้วยคำว่า "ทำการตลาดออนไลน์" รวมไปถึงหน้าแรกของเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เราแนะนำให้ใช้ Dynamic Keyword Insertion (DKI) ใน Google Ads ซึ่งเป็นเหมือนตัวช่วยในการผลักดันโฆษณาของคุณให้มีคนเห็นมากขึ้น โดยคุณสามารถเพิ่ม “คำ” อื่นๆลงไปในโฆษณาได้ด้วยตัวเอง และระบบของ Google Ads จะทำงานอย่างอัตโนมัติ เพื่อให้โฆษณาของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

โดย DKI จะเป็นส่วนที่เข้ามาช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงและปรับปรุง Quality Score ให้มีคะแนนสูงขึ้น แต่ไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคนี้หรือไม่ก็ตาม เราขอให้คุณกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการโฆษณา ทั้งคีย์เวิร์ดที่ใช้, คำโฆษณา ไปจนถึงหน้าแรกของเว็บไซต์ ที่ควรมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน

4. ให้ความสำคัญกับการคลิก

Click-Through Rate (CTR) คือ การแสดงอัตราส่วนของลูกค้าที่คลิกผ่านโฆษณาบน Google Ads นำมาหารด้วยจำนวนลูกค้าที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณทั้งหมด ยิ่งโฆษณาบน Google Ads ของคุณน่าสนใจ และมีคนคลิกมากเท่าใด อัตราส่วนของ CTR ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

คุณสามารถเพิ่มอัตราส่วนของ CTR ให้มากขึ้น ด้วยการแก้ไขคำโฆษณา, หัวข้อ และการวางตำแหน่งแบนเนอร์ ให้มีความน่าสนใจและดึงดูดมากขึ้น เมื่อมีคนเห็นโฆษณาของคุณแล้ว จะเกิดความรู้สึกอยากคลิกเข้ามายังเว็บไซต์

จบคอร์ส!

ถึงตรงนี้ เราอยากให้คุณลองนำเอาเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Google Analytics, Google Ads หรือ Click-Through Rate เข้ามาปรับใช้ในเว็บไซต์ธุรกิจของคุณ เพราะเทคนิคเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเข้าถึงลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ทีม Pronto Marketing ขอแนะนำให้คุณลองใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับการยิงโฆษณาออนไลน์โดยการอ่านบทความนี้ หลังจากนั้น ขอให้กลับไปดูโฆษณาของคุณว่า มีความขัดแย้งหรือตกหล่นคีย์เวิร์ดใดไปบ้าง ตามเทคนิคที่เรานำเสนอไว้

นอกจากนี้ เรายังมีคู่มืออธิบายขั้นตอนการใช้งาน Google Ads อย่างละเอียด เพื่อให้คุณลงโฆษณาได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุณสามารถดาวน์โหลดคู่มือได้ที่นี่

Download

และหากคุณคิดว่า เว็บไซต์ธุรกิจของคุณต้องการทีมงานมืออาชีพ เพื่อเข้ามาช่วยในด้านการตลาดออนไลน์ Pronto พร้อมที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ มียอดผู้เข้าชมที่สูงขึ้น และให้เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ คุณสามารถติดต่อเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง