Pronto WordPress Platform

ทุกเว็บไซต์ของเราถูกสร้างขึ้นมาบน WordPress แต่ระบบ WordPress ของ Pronto นั้นมีทั้งความเหมือนและความต่างกับ
WordPress ทั่วไปพอสมควร ลูกค้าสามารถอ่านรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้


สิ่งที่เหมือน

  • โครงสร้างโดยรวมนั้นเหมือนกันทั้งหน้าตา (Interface) และส่วนของหลังบ้าน (WordPress Structure)
  • มีการอัพเดทตลอดเวลาเพื่อให้ WordPress เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อความปลอดภัยของทุกๆเว็บไซต์ที่อยู่บน Platform ของเรา

สิ่งที่ต่าง

  • Theme - Pronto ไม่ได้ใช้ Theme ทั่วๆไปที่มีจำหน่ายใน WordPress Theme Market แต่เราทำการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาด้วยบุคลากรของเราเองเพื่อให้ใช้งานร่วมกับระบบของเราอย่างราบรื่น และสามารถรองรับการออกแบบและเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ ได้ตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างที่ลูกค้าต้องการ ทุกเว็บไซต์เริ่มออกแบบจาก 0 โดยไม่ได้มี Template เพื่อให้ทุกอย่างแสดงออกมาได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด
  • Plugin - Pronto ใช้ Plugin ชื่อดังหลายชนิดด้วยกันเช่น Yoast SEO, WooCommerce และอื่นๆอีกมากมาย และเราก็ได้พัฒนา Plugin อีกหลายชนิดขึ้นมาด้วยบุคลากรของเราเองเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าเรา ด้วยเหตุผลที่ว่าเราต้องการ Plugin ที่เสถียรที่สุดที่จะมารองรับเว็บไซต์เป็นพันๆเว็บไซต์โดยที่สามารถอัพเดทควบคู่ไปกับ WordPress Updates ได้ตลอดไป
    • เราไม่อนุญาตให้ลูกค้าลง Plugin ด้วยตัวเองเพราะอาจจะส่งผลกระทบกับเว็บไซต์อื่นๆที่อยู่บน Platform เดียวกันกับเว็บไซต์ของคุณและตัว Plugin นั้นมีโอกาสที่จะไม่ถูกพัฒนาต่อ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้กับ WordPress เวอร์ชั่นใหม่ๆ รวมถึงอาจมีปัญหาด้านความปลอดภัย และความเสถียรของการใช้งาน
    • ในกรณีที่มี Plugin ที่จำเป็นจะต้องใช้งาน ลูกค้าสามารถส่งมาให้เราตรวจสอบ ซึ่งเราจะต้องนำ Plugin นั้นๆไปผ่านขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอนเพื่อทดสอบให้เกิดความแน่ใจว่า ความปลอดภัย ความเสถียร และประโยชน์ของการใช้งานนั้น ผ่านมาตรฐานที่ทางทีมกำหนดไว้ โดยอาจจะมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

สิ่งที่เราไม่แนะนำให้ทำด้วยตัวเอง

  • WordPress Platform นั้นถูกสร้างขึ้นมาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แต่เราได้ทำการปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ทีมของเราสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจึงไม่ได้ออกแบบหลังบ้านที่มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้โดยทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐาน HTML/CSS มากนัก วิธีการใช้งานที่เราสามารถจัดทำขึ้นให้ลูกค้านั้นจะไม่รวมถึงการใช้งานขั้นสูงต่างๆ โดยทางผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตามความสนใจ
  • ในบางส่วนที่สำคัญของเว็บไซต์ โดยเฉพาะ Homepage ที่เราได้มีการวางสคริปหรือโค้ดเพื่อให้ส่วนนั้นๆ มีความโดดเด่นหรือลูกเล่นต่างจากเว็บทั่วไป การปรับแก้หน้านั้นๆ โดยไม่ระวังอาจจะทำให้ โค้ดหรือสคริปดังกล่าวหยุดการทำงาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทำให้เพจนั้นเสียหายหรือแสดงผลผิดรูปร่างที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่แรก

การแก้ไขข้อมูลบนเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

Login

การเข้าสู่ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์จะต้องใช้ข้อมูล Login ที่เราได้สร้างไว้ให้หลังจากจบ Project
วิธีการก็คือ พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของคุณ พร้อมกับ “/wp-admin/” ไว้ท้ายสุด เช่น
www.mycompany.com/wp-admin/
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วก็จะต้องใส่ Username และ Password ที่เราสร้างไว้ให้

กรณีลืม Password

ถ้าคุณจำรหัสไม่ได้ แต่ยังจำอีเมลหรือ Username ได้ คุณสามารถกดที่ “Lost your password?” และใส่ Username หรือ Email เพื่อให้ระบบส่งลิ้งก์ไปที่อีเมลของคุณเพื่อทำการตั้งรหัสผ่านใหม่ได้ครับ

กรณีที่จำ Username หรือ Email ไม่ได้

ถ้กรุณาติดต่อเข้ามาที่อีเมล [email protected] แล้วทางทีมงานจะติดต่อกลับไปพร้อมกับ Username หรือ Email ที่ใช้เข้าสู่ระบบหลังบ้าน

Pages

ส่วนนี้เป็นส่วนของเนื้อหาหลักของเว็บไซต์เช่น หน้า Home, หน้า เกี่ยวกับเรา, หน้า สินค้า/บริการ, หน้า รายละเอียด, หน้า ติดต่อเรา หรือหน้าอื่นๆที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ปกติแล้วอาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขหน้าเหล่านี้บ่อย แต่ก็ถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นหน้าที่จะอยู่บนเมนูหลัก หรือเมนู Footer ที่คนสามารถกดเข้ามาดูได้ และจะเป็นหน้าตาหลักของเว็บไซต์เลยทีเดียว

การเพิ่มหน้าใหม่

การเพิ่มหน้าใหม่นั้นทำได้ไม่ยาก โดยไปที่ Pages >> Add New เพื่อสร้างหน้าใหม่ขึ้นมา เมื่อกดเข้ามาแล้ว คุณก็จะเจอส่วนที่เอาไว้ใส่เนื้อหาต่างๆ

รายละเอียดต่างๆของหน้าใหม่ที่จะสร้าง

  1. Title / Headline: ไว้สำหรับใส่หัวข้อของหน้านี้ เช่น Home, About Us, Contact Us
  2. Add Media: ไว้สำหรับเพิ่มรูป / วีดีโอ / ไฟล์ PDF บนหน้า
  3. Visual / Text: เป็นการเปลี่ยนโหมดการแก้ไขหน้านี้
    • Visual คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยแสดงผลลัพธ์เหมือนกันบนหน้าเว็บไซต์ บางหน้าจะไม่มี Visual เช่นหน้า Home เพราะเราใช้การเขียนโค้ดล้วนๆ ไม่มีการปรับจาก Visual mode
    • Text: คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยใช้ HTML ซึ่งจะสามารถทำได้มากกว่าการใช้ Visual
  4. Tools Bar: จะเอาไว้สำหรับปรับ Format ต่างๆของเนื้อหา เช่นทำตัวหนา, ตัวเอียง, ใส่ลิ้งก์, ใส่รูป, ใส่ Bullet Points
  5. Save Draft: คือการเซฟฉบับร่าง ไว้ใช้ในกรณีที่เรายังไม่ต้องการเผยแพร่หน้านี้ขึ้นเว็บไซต์จริงๆ แต่ต้องการเซฟเอาไว้แก้ไขในครั้งต่อไป หรือพูดง่ายๆคือใช้สำหรับหน้าที่ยังไม่เสร็จดีนั่นเอง
  6. Preview: ใช้สำหรับดูหน้าตาจริงๆ โดยที่ยังไม่ต้องส่งหน้านี้ขึ้นเว็บไซต์
  7. Parent: เป็นการตั้งค่าว่าหน้านี้จะไปอยู่ใต้หน้าอื่นหรือไม่ เช่น หน้าประวัติเจ้าของ อาจจะถูกตั้งเอาไว้ใต้หน้าเกี่ยวกับเรา
  8. Publish: เมื่อเสร็จสิ้น กด Publish จะเป็นการเผยแพร่หน้านี้ขึ้นสู่เว็บไซต์ พร้อมสำหรับลูกค้าที่จะเข้ามาดูได้

Forms

อีกหนึ่งส่วนที่สำคัญสำหรับการเพิ่มช่องทางติดต่อให้ลูกค้าของคุณก็คือแบบฟอร์ม แบบฟอร์มถูกใช้ในหลายวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มติดต่อทั่วไป แบบฟอร์มสมัครบริการ แบบฟอร์มขอรับข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงแบบฟอร์มรับสมัครงาน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้แบบฟอร์มเพื่ออะไร

การเพิ่มฟอร์มใหม่

คณสามารถเพิ่มฟอร์มได้โดยไปที่ Forms >> Add New เพื่อสร้างแบบฟอร์มใหม่ขึ้นมา เมื่อกดเข้ามาก็จะต้องทำการตั้งชื่อแบบฟอร์มและกด Create Form

รายละเอียดต่างๆของการสร้างฟอร์ม

เมื่อกดสร้างฟอร์มเข้ามาแล้ว ชื่อที่เราตั้งจะเห็นอยู่ด้านบน (ยกตัวอย่างชื่อฟอร์มว่า Contact Us)

  1. Edit: คือหน้าสำหรับ เพิ่ม / แก้ไข / ลบ คำถามบนแบบฟอร์ม
  2. Settings: หน้าสำหรับแก้ไขชื่อแบบฟอร์มและปุ่มตกลง
  3. Entries: หน้าสำหรับดูแบบฟอร์มและรายละเอียดที่ถูกส่งเข้ามาโดยลูกค้า
  4. Preview: ใช้สำหรับดูหน้าตาแบบฟอร์ม
  5. Fields: เป็นส่วนที่คำถามต่างๆจะถูกใส่ไว้ และสามารถเรียงลำดับคำถามตามที่ต้องการได้
  6. Standard Fields: ส่วนสำคัญในการเลือกรูปแบบคำถามที่ต้องการ
    • Single Line Text: ใช้สำหรับคำถามที่ต้องการคำตอบบรรทัดเดียว เช่น ชื่อบริษัท
    • Paragraph Text: ใช้สำหรับคำถามที่ต้องการคำตอบหลายบรรทัด เช่น ข้อความเพิ่มเติม หรือ ระบุความต้องการต่างๆ
    • Dropdown: เป็นช่องคำถามที่สามารถเลือกคำตอบได้ 1 คำตอบ โดยแสดงผลเป็นช่องตกลงมาให้เลือกคำตอบได้
    • Multi Select: เป็นช่องคำถามที่สามารถเลือกคำตอบได้หลายคำตอบ โดยแสดงผลเป็นช่องตกลงมาให้เลือกคำตอบได้
    • Number: เป็นช่องคำถามที่ต้องการคำตอบเป็นตัวเลข เช่น อายุ หรือ จำนวนสินค้า
    • Checkbox: เป็นช่องคำถามที่สามารถเลือกคำตอบได้หลายคำตอบ โดยแสดงผลเป็นช่องว่างให้ติ๊กตามคำตอบที่เลือก
    • Radio Buttons: เป็นช่องคำถามที่สามารถเลือกคำตอบได้ 1 คำตอบ โดยแสดงผลเป็นช่องให้เลือกกด
    • Hidden: ใช้สำหรับการตั้งค่าบางอย่างที่ไม่ต้องการให้โชว์บนแบบฟอร์ม แต่มีการส่งค่าต่อเมื่อกดส่ง
    • HTML: ใช้สำหรับการแสดงข้อความหรือรูปภาพบนแบบฟอร์ม จะใช้โค้ด HTML ในการเขียน
    • Section: ใช้เพื่อเพิ่ม Section บนแบบฟอร์ม เพื่อแยกประเภทคำถาม
  7. Page: ใช้เพิ่มหน้าบนแบบฟอร์ม เพื่อแยกประเภทคำถาม
  8. Update / Cancel / Move to Trash: เมื่อทำแบบฟอร์มเสร็จ สามารถกด Update เพื่อเซฟ หรือกด Cancel เพื่อยกเลิกการปรับแต่งต่างๆ หรือถ้าต้องการลบแบบฟอร์มนี้ให้กด Move to Trash

Posts

ส่วนนี้จะเป็นส่วนของการเขียนบทความต่างๆที่จะให้ไปขึ้นบน Blog ซึ่งการแก้ไขส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกับ Pages

การเพิ่มบทความใหม่

การเพิ่มบทความใหม่นั้นทำได้ไม่ยาก โดยไปที่ Post >> Add New เพื่อสร้าง Post ใหม่ขึ้นมา เมื่อกดเข้ามาแล้ว คุณก็จะเจอส่วนที่เอาไว้ใส่เนื้อหาต่างๆ

การเพิ่มบทความใหม่

  1. Title / Headline: ไว้สำหรับใส่หัวข้อของบทความนี้ เช่น “4 วิธีลดความอ้วนสำหรับสาวออฟฟิศ”
  2. Add Media: ไว้สำหรับเพิ่มรูป / วีดีโอ / ไฟล์ PDF บนหน้า
  3. Visual / Text: เป็นการเปลี่ยนโหมดการแก้ไขหน้านี้
    • Visual คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยแสดงผลลัพธ์เหมือนกันบนหน้าเว็บไซต์
    • Text: คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยใช้ HTML ซึ่งจะสามารถทำได้มากกว่าการใช้ Visual
  4. Tools Bar: จะเอาไว้สำหรับปรับ Format ต่างๆของเนื้อหา เช่นทำตัวหนา, ตัวเอียง, ใส่ลิ้งก์, ใส่รูป, ใส่ Bullet Points
  5. Save Draft: คือการเซฟฉบับร่าง ไว้ใช้ในกรณีที่เรายังไม่ต้องการเผยแพร่บทความนี้ขึ้นเว็บไซต์จริงๆ แต่ต้องการเซฟเอาไว้แก้ไขในครั้งต่อไป หรือพูดง่ายๆคือใช้สำหรับบทความที่ยังไม่เสร็จดีนั่นเอง
  6. Preview: ใช้สำหรับดูหน้าตาจริงๆ โดยที่ยังไม่ต้องส่งบทความนี้ขึ้นเว็บไซต์
  7. Publish: เมื่อเสร็จสิ้น กด Publish จะเป็นการเผยแพร่บทความนี้ขึ้นสู่เว็บไซต์ พร้อมสำหรับลูกค้าที่จะเข้ามาอ่านได้

Products

ถ้าแพ็กเกจของลูกค้ารวม eCommerce ด้วย ลูกค้าจะสามารถเข้ามาเพิ่มสินค้าได้ด้วยตัวเอง

การเพิ่มสินค้าใหม่

การเพิ่มสินค้าใหม่นั้นทำได้โดยไปที่ Products >> Add New เพื่อสร้าง Post ใหม่ขึ้นมา เมื่อกดเข้ามาแล้ว คุณก็จะเจอส่วนที่เอาไว้ใส่รายละเอียดสินค้าต่างๆ

รายละเอียดต่างๆของสินค้าใหม่ที่จะสร้าง

  1. Product name:
  2. Add Media: ไว้สำหรับเพิ่มรูป / วีดีโอ / ไฟล์ PDF บนหน้าสินค้า
  3. Visual / Text: เป็นการเปลี่ยนโหมดการแก้ไขหน้านี้
    • Visual คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยแสดงผลลัพธ์เหมือนกันบนหน้าเว็บไซต์
    • Text: คือการเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาโดยใช้ HTML ซึ่งจะสามารถทำได้มากกว่าการใช้ Visual
  4. Tools Bar: จะเอาไว้สำหรับปรับ Format ต่างๆของเนื้อหา เช่นทำตัวหนา, ตัวเอียง, ใส่ลิ้งก์, ใส่รูป, ใส่ Bullet Points
  5. Save Draft: คือการเซฟฉบับร่าง ไว้ใช้ในกรณีที่เรายังไม่ต้องการเผยแพร่สินค้านี้ขึ้นเว็บไซต์จริงๆ แต่ต้องการเซฟเอาไว้แก้ไขในครั้งต่อไป หรือพูดง่ายๆคือใช้สำหรับสินค้าที่ยังไม่เสร็จดีนั่นเอง
  6. Preview: ใช้สำหรับดูหน้าตาจริงๆ โดยที่ยังไม่ต้องนำสินค้านี้ขึ้นเว็บไซต์
  7. Product Categories: เป็นการจัดระเบียบของสินค้าตามประเภทสินค้า สามารถเพิ่มหรือแก้ไขชื่อประเภทได้ เมื่อนำไปลงเว็บไซต์ ลูกค้าที่เข้ามาซื้อของสามารถกดเลือกเพื่อดูสินค้าในประเภทเดียวกันได้
  8. Product Tags: เป็นการจัดระเบียบของสินค้าตามกลุ่มที่เราจัดขึ้นมา สินค้าแต่ละตัวเราสามารถใส่ได้หลาย Tags เพื่อบอกว่าสินค้านั้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มสินค้าต่างๆ ลูกค้าที่เข้ามาซื้อของสามารถกดเลือกเพื่อดูสินค้ากลุ่มเดียวกันได้
  9. Regular / Sale Price: ราคาเต็มของสินค้าและราคาพิเศษ
  10. Product Settings: จะแบ่งเป็นหลายหัวข้อดังนี้
  11. General: จะมีเป็นการตั้งราคา ตามข้อ 9 ด้านบนนี้
  12. Inventory: สามารถกำหนดเลข SKU ของสินค้านี้ได้ และสามารถตั้งสถานะของสินค้าว่า มีของ (In stock), ไม่มีของ (Out of stock) หรือ กำลังสั่งเข้ามา (On backorder)
  13. Shipping: สามารถกำหนดน้ำหนักและขนาดของสินค้าชิ้นนี้ เพื่อใช้ในการคำนวนค่าขนส่ง
  14. Linked Products: เป็นการเลือกสินค้าชิ้นอื่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าชิ้นนี้ เพื่อแสดงในหน้าสินค้าเพื่อเพิ่มตัวเลือกให้กับลูกค้า
  15. Attribute: สามารถเลือกคุณลักษณะของสินค้าชิ้นนี้ เพื่อให้รายละเอียดกับลูกค้ามากขึ้น
  16. Advanced: จะมีสองตัวเลือกก็คือการกำหนดเลขลำดับของสินค้าชิ้นนี้ และกำหนดข้อความหมายเหตุที่จะถูกส่งไปหลังจากซื้อสินค้าชิ้นนี้
  17. Publish: เมื่อเสร็จสิ้น กด Publish จะเป็นการลงขายสินค้าชิ้นนี้บนเว็บไซต์ พร้อมสำหรับลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อ

Users

ใช้สำหรับเพิ่ม Users เพื่อเข้าระบบจัดการเว็บไซต์ของเว็บคุณ สามารถตั้งค่าได้หลายระดับสำหรับหลายหน้าที่ เช่น คนเป็น Admin จะเข้าได้ทุกส่วน หรือคนเป็นแค่ Editor ก็จะเข้าได้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความเท่านั้น

การเพิ่ม User ใหม่

กการเพิ่มสินค้าใหม่นั้นทำได้โดยไปที่ Products >> Add New เพื่อสร้าง Post ใหม่ขึ้นมา เมื่อกดเข้ามาแล้ว คุณก็จะเจอส่วนที่เอาไว้ใส่รายละเอียดสินค้าต่างๆ

รายละเอียดต่างๆของการเพิ่ม Users

ไปที่ส่วนของ “Add New User” (สามารถข้าม “Add Existing Users” ) ได้เลย

  1. Username: กำหนดชื่อบัญชีเพื่อใช้สำหรับเข้าระบบ
  2. Email: ต้องเป็นอีเมลที่ใช้งานได้ เพราะระบบจะทำการส่งอีเมลตอบรับเข้าไปให้กดตกลง
  3. Role: หลักๆจะใช้แค่สองระดับคือ Administrator และ Editor ซึ่งระดับอื่นๆยังไม่ค่อยได้ใช้ในส่วนของการแก้เว็บไซต์ หรือสามารถเข้าไปปรับได้แค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น
  4. Add New User: เมื่อกดปุ่มเสร็จสิ้น ระบบจะทำการส่งอีเมลเข้าไปที่อีเมลที่ลงทะเบียนเอาไว้เพื่อให้ผู้ใช้งานทำการยืนยันอีเมลอีกครั้งหนึ่งและตั้งรหัสผ่าน

  • Pronto จะช่วยแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากระบบ การทำงานของระบบ หรือพนักงานของ Pronto
  • สำหรับความผิดพลาดจากการแก้ไขหน้าเว็บไซต์โดยลูกค้านั้น สิ่งที่เราทำได้คือการย้อนกลับไปในประวัติการแก้ไขก่อนหน้าที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งอาจจะไม่รวมการแก้ไขล่าสุดก่อนที่จะเกิดปัญหา
  • Pronto จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอื่นๆที่นอกเหนือจากเว็บไซต์ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดจากการแก้ไขเว็บไซต์โดยลูกค้าเอง

แพ็กเกจบริการอัพเดทเว็บไซต์

ขั้นตอนการทำงาน

  • ลูกค้าส่งสิ่งที่ต้องการอัพเดทให้ทีมงานของเรา โดยรวบรวมข้อมูลทุกอย่างให้ครบถ้วนเพื่อทำให้การดำเนินการขั้นต่อๆไป เป็นไปได้อย่างราบรื่น
  • ทีมงานประเมินสิ่งที่ต้องการอัพเดท และคำนวนว่าสามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด
  • ทีมงานจะติดต่อกลับมาหาลูกค้า และแจ้งเรื่องระยะเวลาและราคาแพ็กเกจ
  • หลังจากชำระเงินเสร็จสิ้น Pronto จะเริ่มทำงาน พร้อมรีวิวงานกับลูกค้าตลอดระยะเวลาแพ็กเกจ
  • ในกรณีที่ Pronto ไม่สามารถดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทางเรายินดีจัดการต่อให้เสร็จตามงานที่ได้รับมาตั้งแต่ต้น ซึ่งในกรณีนี้ จะไม่รวมงานใหม่ที่ขอเข้ามาหลังจากทำการประเมิน

สิ่งที่ครอบคลุมในบริการนี้

  • แก้ไขหน้าตาของหน้าเพจต่างๆ
  • เพิ่มหน้า / สินค้า / รายละเอียด
  • ทำ Graphic สำหรับใช้บนเว็บไซต์
  • เขียนคอนเทนต์สำหรับหน้าต่างๆ (ยกเว้นบทความใน Blog)
  • ดูแลแก้ไข Onsite SEO
  • ให้คำปรึกษาเรื่องเว็บไซต์
  • แปลภาษา Thai-English สำหรับใช้บนเว็บไซต์ (เฉพาะลูกค้า Pronto Platinum และ Legend)

ดูราคา และรายละเอียดเพิ่มเติม

บริการอื่นๆ

บริการลงโฆษณาออนไลน์

facebook-ads-logo
google-ads-logo

ช่องทางการติดต่อ